เปลี่ยวเอกาดังม้าไร้บังเหียน
เดินวนเวียนเปลี่ยนผันน่าใจหาย
มองคนอื่นเขามีคู่เคียงกาย
ที่เดียวดายคงมีฉันคนเดียว
วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2552
แห้ว1
เธอดูดีเสียทีมีแฟนแล้ว
ต้องกินแห้วนั่งแกล่วน่าปวดหัว
อยากให้เธอเป็นโรคหัวใจรั่ว
แบ่งให้ทั่วทุกคนที่หลงเธอ
ต้องกินแห้วนั่งแกล่วน่าปวดหัว
อยากให้เธอเป็นโรคหัวใจรั่ว
แบ่งให้ทั่วทุกคนที่หลงเธอ
วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2552
อกหัก2
ใจร้าวรวดปวดแสบและปวดร้อน
ยามจะนอนทอดถอนหอนทรวงหนัก
โอ้ด้วยรักปักในต้องมาหัก
รินล่วงรักร้างไกลโหยหวนคืน
ย่ำกี่ตื่นกี่คืนสุดฝืนไหว
หาลุกได้ร่างกายมิอาจฟื้น
ช้ำข้างในซ่อนไว้ในค่ำคืน
แล้วกล้ำกลืนสู่เช้าก้าวต่อไป
ยามจะนอนทอดถอนหอนทรวงหนัก
โอ้ด้วยรักปักในต้องมาหัก
รินล่วงรักร้างไกลโหยหวนคืน
ย่ำกี่ตื่นกี่คืนสุดฝืนไหว
หาลุกได้ร่างกายมิอาจฟื้น
ช้ำข้างในซ่อนไว้ในค่ำคืน
แล้วกล้ำกลืนสู่เช้าก้าวต่อไป
เอาน่า
อกหักนั้นทำใจแสนจะยาก
ด้วยต้องจากพรากรักที่เคยใกล้
แต่ชีวิตก็ต้องสู้กันต่อไป
ตะวันใหม่จะสดใสยิ่งกว่าเดิม
ดินดิน
คนดินดินหมายปองช่อดอกฟ้า
เพราะหวังว่าซักวันเธอแลเห็น
สู้ตากแดดทนลมเช้าจรดเย็น
เพียงแค่เห็นเป็นเธอก็ชื่นใจ
แม้แค่ฝันมันก็มีความสุข
มิยอมปลุกลืมตามาแก้ไข
เพราะมอบหมดสี่ห้องให้เธอไป
จะยังไงขอจำภาพก็พอ
เพราะเธอสูงยิ่งห่างยิ่งไกลเข้า
ย้อนดูเราคงเศร้าเหงาร่อยหลอ
ย่ำกับที่จุดเดิมชีพชะลอ
คงไม่พอเทียบเธอที่ฝากใจ
นับวันห่างเหมือนอยู่สุดจะเอื้อม
ดุจบ่วงเชื่อมตึงติดหมดทางหนี
เธอสูงขึ้นฉันเท่าเดิมไกลทุกที
แล้วจะมีไหมวันนั้นที่รอคอย
เสม็ด
ท่องทะเลเที่ยวไทยขี่เรือกล้วย
น้ำฟ้าสวยนวยนาดหาดสีใส
ขอต้อนรับสู่เสม็ดเด็ดบ้านใกล้
จากดวงใจของเราชาวระยอง
อัมพวา
" อัมพวาตัวข้าแวะเวียนถึง
ในคำนึงกึ่งเหงาเขลาหนักหนา
เห็นเรือผ่านแหวกว่ายธารธารา
ย้อนดูข้าหาหากได้แหวกเวียน
เมื่อมองเรือคู่น้ำช้ำใจนัก
ตัวข้าจักไร้คู่มาเคียงเขียน
บรรจงรายร้อยกรองมองคลื่นเวียน
ใครจะเขียนคำรักข้างกายกัน
แต่มิคิดหมางใจให้คนเศร้า
ชื่นใจเอาธรรมชาติที่รังสรรค์
มองผู้คนขวักไขว่นับร้อยพัน
และกลุ่มควันโชยกลิ่นร้านในเรือ
ลงบันไดชิดชมตามริมท่า
สุขหนักหนารอยยิ้มดุจคำเชื้อ
ชวนให้ชิมมองสินค้าจัดบนเรือ
ว่ามีเจือให้รับทรัพย์เปลี่ยนกัน
อีกเช่าตรู่มองเห็นคนตักบาตร
คนถือถาดประเคนมอบส่งขัน
ทั้งข้าวแกงถ้วยเถือลงเรือนั่น
ดวงตะวันสาดส่องแสงอ่อนโชย
โปรยด้วยหมอกยามเช้าเย็นระรื่น
ด้วยดาดดื่นนกน้อยวิโหวกโหวย
ถลาเล่นเร้นแดดบินโบกโบย
ได้กอบโกยสุขเช้าเล่ากันฟัง
เพราะไม่นานตัวข้าจำต้องจาก
ดั่งมิคงสังขาลอยู่ยืนยั้ง
ต้องกลับสู่มาตุภูมิสู่แรมรัง
มิอาจรั้งหยั่งหยุดการเวลา
จึงขอเก็บเรื่องเราเหล่าดีไว้
ในหัวใจหวนคิดพิศรักษา
มโนจำเก็บไว้เมื่อมองฟ้า
อัมพวาข้านี้เคยมาเยือน"
ในคำนึงกึ่งเหงาเขลาหนักหนา
เห็นเรือผ่านแหวกว่ายธารธารา
ย้อนดูข้าหาหากได้แหวกเวียน
เมื่อมองเรือคู่น้ำช้ำใจนัก
ตัวข้าจักไร้คู่มาเคียงเขียน
บรรจงรายร้อยกรองมองคลื่นเวียน
ใครจะเขียนคำรักข้างกายกัน
แต่มิคิดหมางใจให้คนเศร้า
ชื่นใจเอาธรรมชาติที่รังสรรค์
มองผู้คนขวักไขว่นับร้อยพัน
และกลุ่มควันโชยกลิ่นร้านในเรือ
ลงบันไดชิดชมตามริมท่า
สุขหนักหนารอยยิ้มดุจคำเชื้อ
ชวนให้ชิมมองสินค้าจัดบนเรือ
ว่ามีเจือให้รับทรัพย์เปลี่ยนกัน
อีกเช่าตรู่มองเห็นคนตักบาตร
คนถือถาดประเคนมอบส่งขัน
ทั้งข้าวแกงถ้วยเถือลงเรือนั่น
ดวงตะวันสาดส่องแสงอ่อนโชย
โปรยด้วยหมอกยามเช้าเย็นระรื่น
ด้วยดาดดื่นนกน้อยวิโหวกโหวย
ถลาเล่นเร้นแดดบินโบกโบย
ได้กอบโกยสุขเช้าเล่ากันฟัง
เพราะไม่นานตัวข้าจำต้องจาก
ดั่งมิคงสังขาลอยู่ยืนยั้ง
ต้องกลับสู่มาตุภูมิสู่แรมรัง
มิอาจรั้งหยั่งหยุดการเวลา
จึงขอเก็บเรื่องเราเหล่าดีไว้
ในหัวใจหวนคิดพิศรักษา
มโนจำเก็บไว้เมื่อมองฟ้า
อัมพวาข้านี้เคยมาเยือน"
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
